Heat Detector กับ Flame Detector ต่างกันอย่างไร ในระบบ Fire Alarm
Heat Detector และ Flame Detector เป็นอุปกรณ์ตรวจจับเหตุเพลิงไหม้ในระบบ Fire Alarm เหมือนกัน แต่ไม่ได้ทำงานแทนกันโดยตรง เพราะตรวจจับสัญญาณคนละแบบ Heat Detector ตรวจจับความร้อนหรืออุณหภูมิที่เปลี่ยนไป ส่วน Flame Detector ตรวจจับแสงจากเปลวไฟ เช่น UV, IR หรือหลายสเปกตรัมตามรุ่นที่เลือกใช้
สำหรับงานออกแบบระบบ Fire Alarm จึงไม่ควรถามแค่ว่าจะเลือก Heat Detector หรือ Flame Detector ตัวไหนดี แต่ควรเริ่มจากดูรูปแบบความเสี่ยงของไฟในพื้นที่ก่อน เช่น ไฟมีโอกาสเริ่มจากความร้อนสะสม เปลวไฟเปิด เชื้อเพลิง ก๊าซ น้ำมัน หรือกระบวนการที่มีการเผาไหม้โดยตรงหรือไม่ เพราะสัญญาณแรกของเหตุในแต่ละพื้นที่อาจไม่เหมือนกัน

Heat Detector จับความร้อน และ Flame Detector จับเปลวไฟ
Heat Detector เหมาะกับพื้นที่ที่ความร้อนเป็นสัญญาณหลักของเหตุผิดปกติ เช่น อุณหภูมิในพื้นที่สูงขึ้นถึงค่าที่อุปกรณ์กำหนด หรือเพิ่มขึ้นเร็วผิดปกติในช่วงเวลาสั้น ๆ จึงมักถูกใช้ในพื้นที่อย่างห้องเครื่อง ห้องไฟฟ้า ห้อง Generator บางส่วน หรือพื้นที่ที่ต้องการตรวจจับความร้อนสะสมเป็นหลัก
Flame Detector เหมาะกับพื้นที่ที่มีโอกาสเกิดเปลวไฟชัด และต้องการจับเหตุให้เร็วกว่าอุณหภูมิจะสะสมจน Heat Detector ทำงาน เช่น พื้นที่เชื้อเพลิง ก๊าซ น้ำมัน solvent, burner area, fuel handling area หรือบางจุดในโรงงานที่มีความเสี่ยง open flame จุดสำคัญคือ Flame Detector ต้องมองเห็นเปลวไฟในระยะและมุมที่รุ่นนั้นรองรับ ตำแหน่งติดตั้งจึงควรถูกคิดตั้งแต่ขั้นออกแบบระบบ ไม่ใช่เลือกอุปกรณ์แล้วค่อยหาจุดติดตั้งทีหลัง
เปรียบเทียบ Heat Detector กับ Flame Detector สำหรับการออกแบบระบบ Fire Alarm
ถ้ามองในงานระบบ Fire Alarm จริง ๆ Heat Detector และ Flame Detector ไม่ได้ต่างกันแค่ชื่ออุปกรณ์ แต่ต่างกันตั้งแต่สัญญาณที่ตรวจจับ พื้นที่ที่เหมาะ ความเร็วในการรับรู้เหตุ และข้อจำกัดตอนติดตั้ง โดยเฉพาะ Flame Detector ที่ต้องดูมุมมองของตัวตรวจจับ สิ่งกีดขวาง และแหล่งแสงรบกวนมากกว่า Heat Detector ทั่วไป
หัวข้อ | Heat Detector | Flame Detector |
ตรวจจับอะไร | ความร้อนหรืออุณหภูมิที่เปลี่ยนไป | แสงจากเปลวไฟ เช่น UV, IR หรือหลายสเปกตรัมตามรุ่น |
เหมาะกับเหตุแบบไหน | เหตุที่ทำให้อุณหภูมิสะสมหรือเพิ่มขึ้นผิดปกติ | เหตุที่มีเปลวไฟชัดและต้องตรวจจับเร็ว |
พื้นที่ที่มักใช้ | ห้องเครื่อง ห้องไฟฟ้า ห้อง Generator บางส่วน โกดังบางประเภท | พื้นที่เชื้อเพลิง ก๊าซ น้ำมัน solvent, burner area, fuel handling area |
จุดที่ต้องระวัง | อาจไม่เร็วพอในพื้นที่ที่ต้องจับเปลวไฟตั้งแต่แรก | ต้องมีมุมมองไปยังจุดเสี่ยง และต้องระวังสิ่งกีดขวางหรือแสงรบกวน |
สิ่งที่ contractor ต้องดู | อุณหภูมิพื้นฐาน ความสูงพื้นที่ ตำแหน่งติดตั้ง และระบบเดิม | line of sight, detection angle, fuel type, obstruction และสเปกของรุ่น |
การเชื่อมกับระบบ Fire Alarm | ต้องดูว่าเข้ากับ Fire Alarm Panel เดิมหรือไม่ | ต้องดูการต่อเข้าระบบ Fire Alarm, module, relay, interlock หรือระบบอื่นที่เกี่ยวข้อง |
ข้อมูลในตารางนี้ใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการคุยงาน แต่ตอนเลือกอุปกรณ์จริงยังต้องดูแบบระบบและสภาพพื้นที่ร่วมกัน โดยเฉพาะโรงงานหรือพื้นที่เฉพาะทางที่อาจต้องใช้ Detector หลายชนิดร่วมกัน ไม่ใช่เลือกจากอุปกรณ์ชนิดเดียวแล้วใช้เหมือนกันทั้งพื้นที่

ดูความเสี่ยงของพื้นที่ก่อนเลือก Detector
เวลาจะเลือก Detector สำหรับพื้นที่เสี่ยง ควรดูว่าเหตุไฟไหม้มีแนวโน้มเริ่มจากอะไร ถ้าเป็นพื้นที่ที่ความร้อนสะสมค่อย ๆ เพิ่มขึ้น Heat Detector อาจตอบโจทย์ แต่ถ้าเป็นพื้นที่ที่เปลวไฟเกิดชัดและลุกเร็ว Flame Detector อาจต้องถูกพิจารณาตั้งแต่แรก
ตัวอย่างเช่น ห้องไฟฟ้าบางจุดอาจใช้ Heat Detector หรืออุปกรณ์ตรวจจับอื่นตามลักษณะความเสี่ยง แต่พื้นที่ที่มีเชื้อเพลิง ของเหลวไวไฟ ก๊าซ หรืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการเผาไหม้ อาจต้องมองเรื่อง Flame Detector เพิ่ม เพราะเหตุอาจเริ่มจากเปลวไฟก่อนที่ความร้อนจะกระจายไปถึงจุดทำงานของ Heat Detector
Flame Detector ต้องดูตำแหน่งติดตั้งและสิ่งรบกวนรอบพื้นที่
สิ่งที่ทำให้ Flame Detector ต่างจาก Heat Detector ชัดเจนคือเรื่อง line of sight หรือมุมมองไปยังจุดเสี่ยง เพราะ Flame Detector ต้องมองเห็นสัญญาณจากเปลวไฟในพื้นที่ที่ต้องการตรวจจับ ถ้ามีเครื่องจักร ท่อ ผนัง ชั้นวางสินค้า ฝาครอบ หรือโครงสร้างบังอยู่ เปลวไฟอาจไม่อยู่ในมุมที่ตัวตรวจจับเห็นได้
นอกจากสิ่งกีดขวางแล้ว แสงแดด งานเชื่อม พื้นผิวร้อน หรือแหล่งแสงบางประเภทก็อาจมีผลต่อการเลือก Flame Detector ในบางพื้นที่ ขึ้นอยู่กับชนิดของอุปกรณ์ เทคโนโลยีที่ใช้ และสเปกของรุ่นนั้น ๆ พื้นที่ที่มีปัจจัยเหล่านี้ควรดู layout, mounting point, detection angle, ระยะตรวจจับ และ technical data ของอุปกรณ์ก่อนเสนอรุ่นหรือจำนวนจุดติดตั้ง
พื้นที่ที่อาจต้องพิจารณา Flame Detector ร่วมกับ Heat Detector
Flame Detector มักถูกพิจารณาในพื้นที่ที่มีโอกาสเกิดเปลวไฟชัด หรือมีเชื้อเพลิงที่ทำให้ไฟลุกเร็ว เช่น พื้นที่ก๊าซ น้ำมัน solvent, fuel handling area, burner area, generator fuel area, ห้องเครื่องบางประเภท หรือโซนผลิตที่มีเชื้อเพลิงเกี่ยวข้องกับกระบวนการทำงาน
แต่ไม่ได้แปลว่าทุกพื้นที่เหล่านี้ต้องใช้ Flame Detector เสมอไป บางพื้นที่อาจใช้ Heat Detector ได้ บางพื้นที่อาจต้องใช้ Flame Detector ร่วมกับ Detector ชนิดอื่น และบางพื้นที่อาจต้องเชื่อมกับระบบดับเพลิงอัตโนมัติหรือ interlock ของเครื่องจักรด้วย จุดตัดสินใจจึงอยู่ที่รูปแบบความเสี่ยงของไฟในพื้นที่, layout, ชนิดเชื้อเพลิง, ตำแหน่งที่อาจเกิดเปลวไฟ และระบบ Fire Alarm เดิมของโครงการ
ข้อมูลที่ Contractor ควรรู้ก่อนเสนอ
ก่อนเสนออุปกรณ์ใน BOQ หรือก่อนเลือก Detector สำหรับพื้นที่เฉพาะทาง ควรมีข้อมูลพื้นที่มากพอ ไม่อย่างนั้นอาจเลือกอุปกรณ์ได้ถูกชื่อ แต่ไม่ตรงกับความเสี่ยงจริงของพื้นที่ โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวกับเชื้อเพลิง ก๊าซ น้ำมัน หรือพื้นที่ที่อาจมี open flame
ข้อมูลที่ควรเตรียมก่อนคุยเรื่องอุปกรณ์ ได้แก่ ประเภทพื้นที่ เช่น ห้องเครื่อง พื้นที่เชื้อเพลิง โกดัง โรงงาน หรือห้อง Generator, ชนิดเชื้อเพลิงหรือวัสดุที่มีความเสี่ยง, โอกาสเกิด open flame, layout พื้นที่, จุดเสี่ยง, สิ่งกีดขวาง, ความสูงติดตั้ง, มุมมองของ Detector, ระยะตรวจจับที่ต้องการ, แหล่งแสงหรือความร้อนที่อาจรบกวนการตรวจจับ รวมถึงสภาพแวดล้อม เช่น ฝุ่น ไอน้ำ ควัน ความร้อน หรือพื้นที่อันตรายเฉพาะทาง
หากมีระบบ Fire Alarm เดิมอยู่แล้ว ควรเตรียมข้อมูลเพิ่ม เช่น ระบบเป็น Conventional หรือ Addressable, Fire Alarm Panel รุ่นหรือแบรนด์อะไร, ต้องการแค่แจ้งเตือนหรือเชื่อมกับ suppression / interlock / shutdown ด้วยหรือไม่, ต้องการแยก zone หรือระบุตำแหน่งละเอียดแค่ไหน และมี drawing เดิมหรือไม่ ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้การเลือก Heat Detector หรือ Flame Detector ไม่หลุดจากระบบจริงของโครงการ
คำนึงถึงการทดสอบและบำรุงรักษาตั้งแต่ขั้นตอนแรก
สำหรับงาน engineer หรือ contractor การเลือก Detector ไม่ควรจบแค่ติดตั้งได้ แต่ต้องดูด้วยว่าหลังติดตั้งแล้วจะทดสอบ บำรุงรักษา และตรวจสอบการทำงานอย่างไร โดยเฉพาะ Flame Detector ที่ไม่ควรทดสอบแบบใช้เปลวไฟจริงในหน้างานทั่วไป แต่ควรใช้วิธีหรืออุปกรณ์ทดสอบตามคำแนะนำของผู้ผลิต
หากเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมหรือพื้นที่เสี่ยงสูง ควรวางแผนเรื่องการเข้าถึงอุปกรณ์ การทำความสะอาดเลนส์หรือหน้าตัวตรวจจับ การตรวจสอบ fault signal และการทดสอบร่วมกับ Fire Alarm Panel ตั้งแต่แรก เพราะอุปกรณ์ที่ติดตั้งถูกตำแหน่งแต่เข้าถึงยากเกินไป อาจกลายเป็นปัญหาตอนบำรุงรักษาระยะยาว
เลือก Heat Detector และ Flame Detector กับ Greatest Safety
Greatest Safety มีอุปกรณ์ในระบบ Fire Alarm หลายกลุ่ม รวมถึง Heat Detector, Flame Detector และอุปกรณ์แจ้งเหตุเพลิงไหม้ที่ใช้กับอาคาร โรงงาน ห้องเครื่อง หรือพื้นที่เสี่ยงเฉพาะทาง โดยแต่ละพื้นที่อาจต้องใช้อุปกรณ์คนละแบบตามความเสี่ยงจริงของหน้างาน
หากยังไม่แน่ใจว่าควรใช้ Heat Detector, Flame Detector หรือใช้อุปกรณ์หลายแบบร่วมกัน ควรเริ่มจากการดูรูปแบบความเสี่ยงของพื้นที่ก่อน เช่น มีเชื้อเพลิงอะไร มีโอกาสเกิดเปลวไฟตรงไหน มีสิ่งกีดขวางหรือแหล่งแสงรบกวนหรือไม่ และระบบ Fire Alarm เดิมเป็นแบบใด การให้ทีมช่วยดูข้อมูลเหล่านี้ก่อนเลือกอุปกรณ์ จะช่วยลดโอกาสเลือก Detector ที่ไม่ตรงกับพื้นที่จริงของโครงการ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Heat Detector และ Flame Detector
Heat Detector กับ Flame Detector ต่างกันอย่างไร
Heat Detector ตรวจจับความร้อนหรืออุณหภูมิที่เปลี่ยนไป ส่วน Flame Detector ตรวจจับแสงจากเปลวไฟ เช่น UV หรือ IR ตามชนิดของอุปกรณ์ จึงเหมาะกับรูปแบบความเสี่ยงของไฟคนละแบบ
Flame Detector เหมาะกับพื้นที่แบบไหน
Flame Detector เหมาะกับพื้นที่ที่มีโอกาสเกิดเปลวไฟชัดและต้องการตรวจจับเร็ว เช่น พื้นที่เชื้อเพลิง ก๊าซ น้ำมัน solvent, burner area, fuel handling area หรือบางจุดในโรงงานที่มีความเสี่ยง open flame
Heat Detector ใช้แทน Flame Detector ได้ไหม
ใช้แทนกันไม่ได้ทุกกรณี เพราะ Heat Detector ต้องรอให้ความร้อนถึงเงื่อนไขที่อุปกรณ์กำหนด ส่วน Flame Detector ตรวจจับแสงจากเปลวไฟโดยตรง หากพื้นที่มีความเสี่ยงจากเปลวไฟลุกเร็ว ควรประเมิน Flame Detector ร่วมด้วย
Flame Detector ต้องเห็นเปลวไฟโดยตรงไหม
โดยหลักการต้องมีมุมมองไปยังพื้นที่เสี่ยง เพราะถ้ามีสิ่งกีดขวาง เปลวไฟอาจไม่อยู่ในระยะหรือมุมตรวจจับของอุปกรณ์ จึงต้องดู layout, mounting point และ detection angle ก่อนติดตั้ง
ใช้ Heat Detector และ Flame Detector ร่วมกันได้ไหม
ใช้ร่วมกันได้ในบางพื้นที่ โดย Heat Detector ช่วยดูสัญญาณจากความร้อน ส่วน Flame Detector ช่วยจับเปลวไฟโดยตรง แต่ต้องออกแบบร่วมกับระบบ Fire Alarm เดิมและความเสี่ยงของพื้นที่จริง