ติดตั้งไฟอลาม (Fire Alarm) กี่โซนถึงพอสำหรับอาคารของคุณ

เจ้าของอาคารและผู้รับเหมาถามบ่อยที่สุดก่อนติดตั้งระบบ Fire Alarm คือต้องแบ่งกี่โซนถึงจะพอ คำตอบไม่ได้มีสูตรตายตัวเพราะขึ้นอยู่กับขนาดพื้นที่ ประเภทอาคาร และการใช้งานจริง การแบ่งโซนน้อยเกินไปทำให้ระบุจุดเกิดเหตุได้ยาก แต่แบ่งมากเกินไปก็เพิ่มต้นทุนโดยไม่จำเป็น บทความนี้จะช่วยให้เข้าใจหลักการแบ่งโซนและแนวทางสำหรับอาคารแต่ละประเภท

ติดตั้งไฟอลาม (Fire Alarm) กี่โซนถึงพอสำหรับอาคารของคุณ

โซนการติดตั้งไฟอลาม (Fire Alarm) คืออะไร และทำไมต้องแบ่ง

โซน Fire Alarm คือการแบ่งพื้นที่อาคารออกเป็นกลุ่มย่อยๆ โดยอุปกรณ์ตรวจจับในแต่ละโซนจะรายงานกลับมาที่ตู้ควบคุมแยกกัน เมื่อเกิดเหตุ ตู้ควบคุมจะแสดงว่าโซนไหนที่มีปัญหา ทำให้ผู้รับผิดชอบเข้าไปจัดการได้ตรงจุดโดยไม่ต้องเสียเวลาตรวจทั้งอาคาร การแบ่งโซนที่เหมาะสมจึงเป็นเรื่องของประสิทธิภาพในการจัดการเหตุฉุกเฉิน ไม่ใช่แค่เรื่องของจำนวนอุปกรณ์

การติดตั้งไฟอลาม (Fire Alarm) แต่ละอาคารควรแบ่งกี่โซน

1. อาคารพาณิชย์และสำนักงานขนาดเล็ก พื้นที่ไม่เกิน 500 ตร.ม.

1-2 โซนก็เพียงพอสำหรับอาคารขนาดนี้ เพราะพื้นที่ไม่ซับซ้อนและผู้ดูแลอาคารสามารถเข้าตรวจสอบได้ทั่วถึงในเวลาสั้น การแบ่ง 2 โซนโดยแยกตามชั้นหรือแยกพื้นที่หน้า-หลังจะช่วยระบุจุดเกิดเหตุได้เร็วขึ้น อย่างไรก็ตามแม้อาคารจะเล็ก ควรแยกโซนพื้นที่ความเสี่ยงสูงออกต่างหากด้วย เช่น ห้องไฟฟ้าหรือห้องเก็บของ เพื่อให้ระบบแจ้งเหตุได้แม่นยำและตรงจุดมากขึ้น

2 .อาคารสำนักงานขนาดกลาง พื้นที่ 500-3,000 ตร.ม.

ควรแบ่ง 4-8 โซน โดยหลักการทั่วไปคือแบ่งตามชั้นและแยกโซนพื้นที่ความเสี่ยงสูงออกต่างหาก เช่น ห้องเซิร์ฟเวอร์ ห้องไฟฟ้า หรือห้องเก็บเอกสาร การแบ่งแบบนี้ทำให้เมื่อเกิดเหตุสามารถระบุได้ทันทีว่าเป็นชั้นไหนและพื้นที่ส่วนไหน ช่วยลดเวลาในการตอบสนองและอพยพผู้ใช้อาคารได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้การแบ่งโซนที่ชัดเจนยังช่วยให้ทีมดับเพลิงเข้าจัดการได้ตรงจุดโดยไม่ต้องเสียเวลาค้นหา

3. โรงงานและโกดังสินค้า

จำนวนโซนขึ้นอยู่กับขนาดพื้นที่และประเภทสินค้าเป็นหลัก โรงงานทั่วไปควรแบ่งโซนตามสายการผลิตหรือแผนก และแยกโซนพื้นที่เก็บวัตถุไวไฟออกต่างหากเสมอ เพราะพื้นที่เหล่านี้มีความเสี่ยงสูงกว่าพื้นที่ทั่วไปและต้องการการตอบสนองที่รวดเร็วเป็นพิเศษ โดยทั่วไปโรงงานขนาดกลางมักใช้ 6-12 โซน แต่ถ้ามีหลายอาคารในนิคมเดียวกันอาจต้องเพิ่มขึ้นตามจำนวนอาคารและความซับซ้อนของสายการผลิต

4. โรงแรมและอพาร์ตเมนต์

ควรแบ่งอย่างน้อยชั้นละ 1 โซน และแยกโซนพื้นที่ส่วนกลางสำคัญออกต่างหาก เช่น ล็อบบี้ ห้องครัว ลิฟต์โถง และห้องเครื่อง เพราะเมื่อเกิดเหตุต้องระบุได้ทันทีว่าผู้พักอาศัยชั้นไหนต้องอพยพก่อน อาคารประเภทนี้มีผู้ใช้งานหลากหลายและหมุนเวียนตลอดเวลา การแบ่งโซนที่ละเอียดจึงช่วยลดความสับสนในการอพยพและทำให้เจ้าหน้าที่สามารถประสานงานกับทีมดับเพลิงได้อย่างมีระบบ

5. โรงพยาบาลและสถานพยาบาล

ต้องการจำนวนโซนมากที่สุดในบรรดาอาคารทุกประเภท เพราะผู้ป่วยบางส่วนไม่สามารถอพยพได้ด้วยตัวเอง การแบ่งโซนละเอียดระดับแผนกหรือห้องช่วยให้เจ้าหน้าที่รู้ทันทีว่าต้องจัดการพื้นที่ไหนก่อน และสามารถวางแผนการอพยพเฉพาะส่วนที่ได้รับผลกระทบโดยไม่รบกวนพื้นที่รักษาพยาบาลอื่น โดยทั่วไปโรงพยาบาลขนาดกลางใช้ 20 โซนขึ้นไป และอาจมากกว่านั้นหากมีหลายอาคารหรือหลายชั้น

Conventional กับ Addressable ต่างกันอย่างไรในแง่โซน

ระบบ Conventional แบ่งโซนตามกลุ่มอุปกรณ์ที่ต่อสายร่วมกัน เมื่อมีการแจ้งเหตุจะบอกได้แค่ว่าเป็นโซนไหน ไม่รู้ว่า Detector ตัวไหนตรวจพบ เหมาะกับอาคารขนาดเล็กที่ต้องการควบคุมต้นทุน ส่วนระบบ Addressable แต่ละ Detector มี address เป็นของตัวเอง ตู้ควบคุมรู้ได้ทันทีว่า Detector ตัวไหนในจุดไหนแจ้งเหตุ เหมาะกับอาคารขนาดกลางถึงใหญ่ที่ต้องการความแม่นยำในการระบุจุดเกิดเหตุ

ปัจจัยอะไรบ้างที่มีผลต่อจำนวนโซน

  • จำนวนชั้น: โดยทั่วไปควรแบ่งอย่างน้อยชั้นละ 1 โซน เพื่อให้ระบุได้ทันทีว่าเหตุเกิดที่ชั้นไหน

  • ประเภทการใช้งานของแต่ละพื้นที่: พื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่างกัน เช่น ห้องเซิร์ฟเวอร์ ห้องไฟฟ้า หรือห้องเก็บวัตถุไวไฟ ควรแยกออกเป็นโซนเฉพาะ ไม่รวมกับพื้นที่ทั่วไป

  • ระดับความเสี่ยง: พื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงควรแบ่งโซนย่อยให้ละเอียดกว่าพื้นที่ทั่วไป เพื่อให้ตอบสนองต่อเหตุได้รวดเร็วและแม่นยำขึ้น

  • ข้อกำหนดของ วสท. และมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง: บางโครงการมีข้อกำหนดขั้นต่ำที่ต้องปฏิบัติตาม การออกแบบโซนจึงต้องสอดคล้องกับมาตรฐานเหล่านี้ด้วย

  • เงื่อนไขของบริษัทประกันภัย: อาคารบางประเภทที่ทำประกันอัคคีภัยอาจมีข้อกำหนดเฉพาะเรื่องจำนวนโซนขั้นต่ำที่ต้องมี

สรุปจำนวนโซน Fire Alarm ที่เหมาะกับอาคารแต่ละประเภท

จำนวนโซน Fire Alarm ที่เหมาะสมไม่มีสูตรตายตัว แต่หลักการง่ายๆ คือแบ่งให้ละเอียดพอที่จะระบุจุดเกิดเหตุได้รวดเร็ว โดยไม่ซับซ้อนจนเกินความจำเป็น ตารางด้านบนเป็นแนวทางเบื้องต้น แต่จำนวนโซนจริงอาจมากหรือน้อยกว่านั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นที่กล่าวไปแล้ว

สิ่งสำคัญที่สุดคือการออกแบบโซนควรทำโดยผู้เชี่ยวชาญที่สำรวจหน้างานจริงก่อนเสมอ เพราะอาคารที่มีขนาดเท่ากันแต่การใช้งานต่างกันอาจต้องการจำนวนโซนที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ การออกแบบที่ดีตั้งแต่ต้นช่วยประหยัดทั้งค่าใช้จ่ายและเวลาในระยะยาวได้มากกว่าการแก้ไขภายหลัง

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

โซน Fire Alarm กับจำนวน Detector ต่างกันอย่างไร?
โซนคือกลุ่มของพื้นที่ ส่วน Detector คืออุปกรณ์ตรวจจับที่ติดตั้งในโซนนั้น 1 โซนอาจมี Detector หลายสิบตัวก็ได้ขึ้นอยู่กับขนาดพื้นที่ โดยทั่วไป Smoke Detector 1 ตัวครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 50-80 ตร.ม. ขึ้นอยู่กับความสูงเพดานและสภาพแวดล้อม

อาคาร 3 ชั้น ต้องแบ่งกี่โซน?
ขั้นต่ำควรแบ่งชั้นละ 1 โซน รวม 3 โซน แต่ถ้าแต่ละชั้นมีพื้นที่ใหญ่หรือมีห้องที่มีความเสี่ยงต่างกัน เช่น ห้องเซิร์ฟเวอร์หรือห้องไฟฟ้า ควรแยกออกมาเป็นโซนเพิ่มเติม

ระบบ Addressable ดีกว่า Conventional ตรงไหน?
Addressable บอกได้ว่า Detector ตัวไหนแจ้งเหตุ ทำให้หาจุดเกิดเหตุได้เร็วกว่ามาก ส่วน Conventional บอกได้แค่ว่าโซนไหน ต้องวิ่งตรวจทุก Detector ในโซนนั้น Addressable เหมาะกับอาคารขนาดกลางขึ้นไป ส่วน Conventional เหมาะกับอาคารเล็กที่ต้องการประหยัดต้นทุน

โรงงานที่มีหลายอาคารควรใช้กี่ตู้ควบคุม?
ขึ้นอยู่กับระยะทางระหว่างอาคารและจำนวนโซนรวม ถ้าอาคารอยู่ใกล้กันและจำนวนโซนไม่มากอาจใช้ตู้ควบคุมหลักตัวเดียวพร้อม repeater panel ได้ แต่ถ้าอาคารกระจายห่างกันมักต้องแยกตู้ควบคุมต่ออาคารแล้วเชื่อมเครือข่ายเข้าหากัน ควรให้วิศวกรออกแบบหลังสำรวจหน้างานจริง

แบ่งโซนเองได้ไหม หรือต้องให้วิศวกรออกแบบ?
ตามมาตรฐาน วสท. การออกแบบระบบ Fire Alarm ควรทำโดยวิศวกรที่มีใบอนุญาต เพราะการแบ่งโซนที่ผิดพลาดอาจทำให้ระบบไม่เป็นไปตามกฎหมายและมีผลต่อการตรวจรับงาน นอกจากนี้การสำรวจหน้างานจริงเป็นสิ่งจำเป็นก่อนออกแบบทุกครั้ง